lucky9999.com
2026-02-26

การแข่งขันเมื่อคืนนี้เป็นเกมที่ทำให้ต้องคิดหนักจริงๆ เมื่อไฟส่องสว่างที่สนามซานซิโร เป้าหมายก็ชัดเจน: อินเตอร์ต้องพลิกสถานการณ์จากการตามหลัง 1-3 ในนัดแรกให้ได้แผนการชัดเจน: ด้วยคะแนนตามหลังสองประตู การลดช่องว่างในบ้านจะทำให้ความหวังยังคงอยู่ แต่ผลลัพธ์ยังคงเดิม: 1-2, รวมสองนัด 2-5 และตกรอบ สถิติบอกเล่าเรื่องราวที่ชัดเจน: พวกเขาครองบอลได้มากกว่า สร้างโอกาสมากมาย แต่ลูกบอลกลับไม่ยอมเข้าประตู สำหรับพวกเราแฟนบอล นี่คือยาขมที่ต้องกลืน

ครอบครองบอลอยู่ในมือแต่ยังไม่สามารถทำประตูได้ สถิติต่างๆ ถูกนำเสนออยู่ตรงหน้า แต่ทำไมถึงยังไม่มีจุดเปลี่ยน? อุปสรรคที่แท้จริงอยู่ที่ตรงไหนกันแน่?

อินเตอร์ครองบอลได้เหนือกว่าตลอดทั้งเกม โดยครองบอลถึง 74% พวกเขาเปิดเกมรุกจากแดนลึก ทำการยิงทั้งหมด 14 ครั้งเข้ากรอบ 3 ครั้ง และเปลี่ยนเป็นประตูได้เพียงครั้งเดียวในช่วงครึ่งหลัง ขณะที่โบโด/กลิมท์มีโอกาสยิง 7 ครั้งเข้ากรอบ 5 ครั้ง และทำประตูได้ 2 ครั้งจากความเฉียบขาด นี่ไม่ใช่แค่ความแตกต่างทางสถิติเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าการจบสกอร์ในจังหวะสุดท้ายคือสิ่งที่สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริงการโจมตีของอินเตอร์วนเวียนไปมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดตามริมเส้น โดยบอลถูกส่งไปมาที่ขอบเขตโทษ ความพยายามที่จะส่งบอลทะลุเข้าไปในเขตโทษถูกขัดขวางโดยการประกบที่แน่นหนาและการปิดช่องทางการส่งบอลของฝ่ายตรงข้าม การยิงของอินเตอร์ส่วนใหญ่พุ่งไปที่เสาไกลหรือเข้าไปในกองหลัง ทำให้ผู้รักษาประตูสามารถอ่านทิศทางและเซฟได้อย่างสบาย การโจมตีของพวกเขาดูเหมือนการวนเวียนอย่างไร้จุดหมาย - พวกเขามีการครองบอลแต่การพยายามยิงประตูขาดคุณภาพโบโด/กลิมท์ วิ่งมากกว่าอินเตอร์ถึงเก้า กิโลเมตร โดยยังคงการกดดันอย่างไม่ลดละ อินเตอร์ต้องเผชิญกับการรบกวนทันทีทุกครั้งที่พวกเขาได้ครองบอล ในกรอบเขตโทษ ผู้เล่นเบียดเสียดกันแน่น ทำให้ช่องทางการส่งบอลแคบลงและบังคับให้ต้องยิงอย่างเร่งรีบ สถานการณ์นี้รู้สึกคุ้นเคย: เมื่ออินเตอร์ครองบอลและดันขึ้นหน้า พวกเขามอบพื้นที่สำหรับการโต้กลับให้กับคู่แข่ง การแข่งขันรอบเพลย์ออฟตัดสินกันในสองนัด และตอนนี้อินเตอร์ตามหลังก่อนในนัดที่สอง หากช่วงเริ่มต้นไม่เป็นใจ ความกดดันจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณด้านหน้า พวกเขาต้องการบอลทะลุผ่านที่เด็ดขาด – การควบคุมบอลด้วยหน้าอกตามด้วยการยิงทันที แต่ อินเตอร์ กลับลังเลไปหนึ่งวินาที และโอกาสก็หายไปในระยะเพียงหนึ่งเมตร ช่องว่างไม่ได้อยู่ที่เทคนิค แต่เป็นความเร็วในการปฏิบัติและการตัดสินใจ ฝ่ายตรงข้ามยังคงกดดัน อินเตอร์ยังคงค้นหา – และนั่นคือผลลัพธ์

การตัดสินใจสำคัญสองประการได้กำหนดผลลัพธ์ – เกิดอะไรขึ้นในนาทีที่ 58 และ 72? รายละเอียดคมชัดราวกับเข็ม

นาทีที่ 58 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ลูกส่งกลับหลังถูกจ่ายมาด้วยระยะที่สั้นเกินไป ทำให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถกดดันที่เสาแรกได้ หลังจากแย่งบอลมาได้ พวกเขาก็เผชิญหน้ากับผู้รักษาประตูโดยตรง ซอมเมอร์ปัดบอลที่มุมใกล้ออกไปได้ด้วยการปัดมือ แต่ลูกยิงซ้ำก็เข้าประตูไป จังหวะทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วพริบตา – เพียงก้าวหรือสองก้าวเท่านั้น ที่ถูกตัดสินด้วยการสัมผัสเพียงครั้งเดียวสิ่งที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นยิ่งกว่าคือการโหม่งที่ตามมาทันที ลูกครอสพุ่งตรงไปที่เสาแรก ซึ่งกองหน้าแตะบอลด้วยศีรษะ บอลเฉียดเสาออกไปอย่างหวุดหวิด นาทีที่ 72 ก็เป็นอีกครั้งที่ทีมเยือนสร้างความเสียหาย พวกเขาพาบอลขึ้นทางริมเส้น ควบคุมบอลได้ดี ก่อนจะตัดเข้ากลางแล้วซัดด้วยเท้าขวา บอลพุ่งต่ำและแรงเสียบเข้ามุมไกลอย่างเฉียบขาด ส่งให้ทีมเยือนนำห่างเป็นสองประตูการตอบโต้ของอินเตอร์เกิดขึ้นในนาทีที่ 76 จากจังหวะชุลมุนหลังลูกเตะมุม บาสโตนี่ตามซ้ำด้วยการแตะบอลด้วยด้านนอกของเท้าเข้าประตูไป อย่างไรก็ตาม โอกาสเพิ่มเติมกลับหลุดลอยไปเมื่อเวลาผ่านไป การแลกเปลี่ยนเหล่านี้ล้วนไม่ซับซ้อน การดำเนินการที่เรียบง่าย จังหวะที่รวดเร็ว และผลลัพธ์ที่เด็ดขาดกล้องแพนไปทั่วม้านั่ง: ลอทาโร่ยังคงไม่ได้ลงสนาม โอกาสยิงเดี่ยวของทัลลัมถูกปล่อยหลุดไป ฟรีคิกของดิมาร์โกถูกผู้รักษาประตูปัดออกไปได้ โหม่งของฟรัตเตซี่เฉียดเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย บอลลอยผ่านหน้าประตูไป หัวใจเต้นแรงด้วยความลุ้นระทึกเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในแนวรุก จังหวะการโจมตีก็เปลี่ยนไป ไม่มีผู้เล่นมากพอในแดนกลางที่จะหาช่องว่างให้เพื่อนร่วมทีม และลูกครอสจากริมเส้นก็ไม่แม่นยำพอ เกมต้องการการวิ่งสอดทะลุช่องและการเคลื่อนที่ซ้อนกัน แต่ในสนาม การจ่ายบอลส่วนใหญ่เป็นระยะสั้นและไปด้านข้าง ขาดการจ่ายบอลทะลุช่องที่เฉียบคมไปยังพื้นที่ว่าง ฝ่ายตรงข้ามกดดันอย่างไม่ลดละ ทุกครั้งที่นักเตะอินเตอร์รับบอลโดยหันหลังให้ประตู เขาจะถูกกดดันทันที และหากมีการครองบอลแม้เพียงชั่วขณะก็จะถูกประกบสองคนทันทีแฟนบอลคนหนึ่งในอัฒจันทร์ตะโกนข้อสังเกตที่เรียบง่ายแต่เจ็บแสบว่า "เล่นบอลทะลุช่อง ไม่ใช่จ่ายบอลไปมาด้านข้าง ถ้าไม่ยิง ก็ไม่มีทางทำประตูได้" ในสถานการณ์นี้ ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดอยู่ที่ประสิทธิภาพ โอกาสไม่ได้หายไป เพียงแต่ช่วงเวลาสำคัญคือการพลาดจังหวะยิงในวินาทีชี้ขาด ก่อนจะถูกสกัดออกจากเส้นประตูในจังหวะถัดไป

ช่องว่างของมูลค่าตลาดนั้นเห็นได้ชัดเจน ช่องว่างของการเคลื่อนไหวก็เห็นได้ชัดเจนเช่นกัน แล้วสิ่งนี้สมดุลกันได้อย่างไร? ใครกันที่แลกต้นทุนกับเป้าหมาย?

มูลค่าทีมของบอร์โดซ์อยู่ที่ 57 ล้านยูโร ในขณะที่ผู้เล่นตัวจริงของอินเตอร์ มิลานมีมูลค่ารวมกันถึง 660 ล้านยูโร บนกระดาษ ความแตกต่างนี้ดูเหมือนเป็นสองโลกที่ห่างไกลกัน สถิติการวิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอเผยให้เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามวิ่งมากกว่าอินเตอร์เกือบเก้ากิโลเมตร การคำนวณนั้นง่าย: มูลค่าทีมเป็นการประเมินทางประวัติศาสตร์ ในขณะที่การวิ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในสนาม เมื่อแปลงสิ่งนั้นให้เป็นประตู ผลลัพธ์ก็ชัดเจน นี่ไม่ใช่โชค แต่เป็นระบบและการปฏิบัติหลายคนยังจำตัวอย่างคลาสสิกได้: รอบน็อคเอาท์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2019-20 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบกับ ลียง ซิตี้ครองบอลเหนือกว่าและสร้างโอกาสยิงมากมาย แต่ลียงกลับใช้จังหวะโต้กลับทำประตูเอาชนะไปได้ 3-1 เกมนั้นแสดงให้เห็นว่าสถิติไม่สามารถรับประกันอะไรได้ ความมีประสิทธิภาพต่างหากคือกุญแจสู่ความสำเร็จที่แท้จริงกลับมาที่การแข่งขันนี้ อินเตอร์อาศัยการขึ้นเกมทางริมเส้นเป็นหลัก โดยไม่สามารถเจาะทะลุพื้นที่ครึ่งสนามตรงกลางได้ เมื่อเจอกับแผงกองกลางสามคน ผู้เล่นที่ครองบอลลังเลที่จะหันกลับ และเพื่อนร่วมทีมที่วิ่งตัดเข้าเสาไกลก็ยังไม่เพียงพอ จากข้างสนาม ผู้จัดการทีมส่งสัญญาณไปยังพื้นที่ว่างตรงกลาง พร้อมกระตุ้นให้ผู้เล่นวิ่งทำทาง ผู้เล่นในสนามพยักหน้าตอบรับ แต่บอลก็ยังคงถูกโยนกลับไปริมเส้นเพื่อเปิดครอสอยู่ดีการครองบอลยังคงดำเนินต่อไป แต่ความเฉียบคมในจังหวะสุดท้ายกลับขาดหายไป นี่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาพื้นฐาน: ค่าตัวนักเตะที่สูงไม่ได้การันตีประตู และปริมาณการวิ่งที่มากก็ไม่ได้หมายความว่าจะเก็บแต้มได้ จุดสำคัญอยู่ที่การตัดสินใจแต่ละครั้งในพื้นที่สุดท้ายว่าจะแปรเปลี่ยนเป็นโอกาสโจมตีที่ชัดเจนได้อย่างไร

ทั้งสามทีมจากเซเรีย อา ต่างสะดุดล้มตั้งแต่ด่านแรก ใครจะยืนหยัดมั่นคงอยู่ที่ประตูสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย? ช่วงเวลาสำคัญนี้จะกลายเป็นความทรงจำที่ตราตรึงของฤดูกาลนี้หรือไม่?

รอบเพลย์ออฟนี้ไม่ได้เกี่ยวกับทีมจากเซเรียอาเพียงทีมเดียว ยูเวนตุสแพ้กาลาตาซาราย 5-2 ในนัดแรก ขณะที่อตาลันต้าแพ้ดอร์ทมุนด์ 2-0 หากทั้งสองทีมไม่สามารถพลิกสถานการณ์ในนัดที่สองได้ จะไม่มีทีมใดจากอิตาลีทั้งสี่ทีมผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเลย ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่แชมเปียนส์ลีกใช้ระบบน็อคเอาต์ในปัจจุบันอินเตอร์ มิลาน ยังคงครองตำแหน่งจ่าฝูงของลีก โดยมีคะแนนนำห่างจากอันดับสองถึงแปดแต้ม แสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นในประเทศอย่างต่อเนื่อง พวกเขาคว้าชัยชนะหลายนัดก่อนเริ่มศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก แต่ฟอร์มตกในภายหลังทำให้พวกเขาไม่สามารถผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้โดยตรง ต้องไปเล่นในรอบเพลย์ออฟ หลังจากแพ้ในเกมเยือน 3-1 ในนัดแรก พวกเขายังเสียประตูอีกครั้งในบ้านในนัดที่สอง ส่งผลให้พ่ายแพ้ทั้งสองนัด ณ จุดนี้ ความได้เปรียบในลีกของพวกเขาไม่สามารถแปลงเป็นความสำเร็จในแชมเปียนส์ลีกได้สำหรับพวกเราผู้สนับสนุน ความกังวลที่มากกว่าอยู่ที่การปรับตัวสำหรับนัดที่สอง: การจัดวางตำแหน่งของแนวรุก การประสานงานการส่งบอลและการเคลื่อนไหวของกองกลาง และการปรับสมดุลการวิ่งซ้อนของปีกกับการป้องกันพื้นที่ที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง โรนัลโด้นั่งอยู่ในที่นั่งวีไอพี หน้าผากขมวดตลอดเวลาที่กล้องแพนมาทางเขา ในสมัยที่เขาเล่นที่สนามแห่งนี้ คู่แข่งของเขามักจะเป็นเรอัล มาดริดและบาเยิร์น มิวนิค; ตอนนี้ถึงคราวของทีมจากเมืองทางเหนือที่จะเขี่ยอินเตอร์ตกรอบฉากนี้ถูกฉายซ้ำไปซ้ำมาในการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ โดยมีผู้บรรยายเน้นย้ำคำหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า: "การประหาร" โค้ชมักจะกล่าวในงานแถลงข่าวว่าการครองบอลไม่ได้หมายความว่าจะได้ประตู และการควบคุมลูกบอลไม่ได้การันตีการยิงที่เด็ดขาด คืนนี้ที่ซานซิโร ความจริงนี้ถูกแสดงให้เห็นอีกครั้งบนหน้าจอ

วินาทีที่เงียบสงัดที่สนามเมอัซซ่า ขณะที่นักเตะเดินลงอุโมงค์ – รายละเอียดใดบ้างที่ยังคงอยู่บนสนาม? มีคำพูดใดบ้างที่ยังไม่ได้เอื้อนเอ่ย?

เมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น สนามก็เงียบสงัดเป็นเวลาหลายวินาที อากาศไร้เสียงตะโกนใดๆ นักเตะของอินเตอร์ มิลานเดินอย่างหมดกำลังใจมุ่งหน้าสู่อุโมงค์ เหงื่อไหลอาบใบหน้าและกลายเป็นทางบนพื้น ผู้ที่นั่งอยู่บนม้านั่งสำรองยังคงนิ่งเงียบ สายตาจับจ้องอยู่ที่จุดเดิมบนสนามผู้เล่นของโบโด/กลิมท์รวมตัวกันอยู่ริมเส้นข้างสนาม กระโดดและกอดกัน บางคนยกตราสโมสรขึ้นสูง บางคนคุกเข่าลงบนสนามหญ้า กล้องจับไปที่ผู้รักษาประตูของทีมเจ้าบ้าน ซอมเมอร์ ซึ่งยกมือขึ้นแตะเสาประตู ฝ่ามือของเขาหยุดอยู่บนไม้เป็นเวลาหนึ่งวินาที เจ้าหน้าที่สนามผลักถังใบใหญ่ที่มีผ้าขนหนูซ้อนกันหลายชั้นผ่านเข้ามาเสียงฝีเท้าดังก้องมาจากอุโมงค์ของผู้เล่น รองเท้าบู๊ตกระทบกับพื้นคอนกรีตอย่างชัดเจน ในส่วนของห้องบรรยาย มีข้อความถูกทิ้งไว้: ข้อความนั้นชัดเจน โอกาสที่พลาดไปจะถูกคว้าไว้โดยผู้อื่น; ในรอบน็อคเอาท์ ไม่มีทางย้อนกลับ ไม่มีท่าทางที่เกินความจำเป็นในฉากนี้ทุกคนรู้ผลลัพธ์ ทุกคนเข้าใจเหตุผล อินเตอร์ มิลาน พ่ายแพ้ไม่ใช่เพราะขาดโอกาส แต่เพราะไม่สามารถฉวยโอกาสสำคัญได้ทุกครั้ง คืนนี้ที่ซานซิโรไม่ได้ทิ้งเสียงคำรามไว้ แต่ทิ้งไว้เพียงลมหายใจที่เงียบงันและความรู้สึกเสียดายที่ยังคงอยู่ อย่างไรก็ตาม เรื่องราวยังไม่จบลง ลีกยังคงเดินหน้าต่อไป การเดินทางในแชมเปียนส์ลีกสิ้นสุดลงที่นี่ แต่ความท้าทายใหม่ ๆ รออยู่ข้างหน้า

นี่คือสองประเด็นพื้นฐานที่จะช่วยให้เข้าใจการแข่งขันนี้ได้ดียิ่งขึ้น ประการแรก การเลือกกองหน้าส่งผลกระทบต่อการสร้างเกมรุก ด้วยการขาดหายไปของเลาตาโร ทำให้เกมรุกขาดจุดจบที่รวดเร็ว นั่นหมายความว่าเส้นทางการจ่ายบอลต้องแม่นยำมากขึ้น - การเปิดบอลจากริมเส้นและการวิ่งทะลุช่องเข้าพื้นที่ครึ่งสนามต่างต้องการกองหน้าที่ยืนอยู่เสาแรกเพื่อทำหน้าที่เป็นจุดยึด เมื่อขาดองค์ประกอบนี้ การเล่นต่อเนื่องจึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ประการที่สอง ผลการแข่งขันนัดเยือนเป็นตัวกำหนดจังหวะของเกมในนัดที่สอง เมื่อตามหลังอยู่สองประตูรวมสองนัด ทีมจึงต้องเร่งเกมตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อไม่สามารถทำประตูแรกได้ ความมั่นใจก็ลดลงและการจ่ายบอลก็เริ่มลังเลมากขึ้น นี่ไม่ใช่ข้อแก้ตัว แต่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติจากรูปแบบการแข่งขันที่มีต่อจังหวะการเล่น

การแข่งขันนี้ยังเน้นให้เห็นถึงแนวโน้ม: ทีมที่อยู่นอกลีกห้าอันดับแรกกำลังคว้าโอกาสในรอบน็อคเอาท์ด้วยการวิ่งที่มีความเข้มข้นสูงและการตัดบอลบ่อยครั้งการตกรอบของอินเตอร์ มิลาน โดยทีมจากลีกนอกกลุ่มบิ๊กไฟว์ ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การปรับโครงสร้างของยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกในปี 1992 ความพ่ายแพ้สองนัดติดต่อกันครั้งล่าสุดของพวกเขาเกิดขึ้นกับชาลเก้ ในฤดูกาล 2010-2011 ผ่านไปสิบห้าปี เหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้แสดงให้เห็นว่า การปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่พลังทางการเงินเท่านั้นที่เป็นกุญแจสำคัญ สำหรับพวกเราแฟนบอล ความจริงนี้มีผลกระทบมากกว่าผลการแข่งขันเอง

ความคิดเห็นของชาวเน็ตก็ถูกหยิบยกมาพูดคุยหลังจบการแข่งขันเช่นกัน บางคนกล่าวว่าแม้สถิติจะดูน่าประทับใจ แต่ลูกบอลก็ยังต้องเข้าประตูให้ได้ ขณะที่บางคนสังเกตว่าทีมที่เล่นเกมโต้กลับมักจะกลัวการถูกเจาะเกมรับตั้งแต่การจ่ายบอลแรก และครั้งนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นสั้น ๆ สองข้อนี้ล้วนตรงประเด็นอย่างยิ่ง

พิจารณาอีกจังหวะการเล่นหนึ่ง: ในโอกาสที่ทัลลัมได้เผชิญหน้าตัวต่อตัว หากเขาออกตัวก้าวแรกให้ยาวขึ้นอีกเล็กน้อยก่อนจะยิงตรงในจังหวะที่สอง ผลลัพธ์อาจแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ลูกฟรีคิกของดิ มาร์โกถูกปลายมือผู้รักษาประตูปัดไปชนคาน หากเขาเล็งบอลให้ต่ำลงมาอีกครึ่งก้าว ลูกอาจเสียบตาข่ายไปแล้ว ในทำนองเดียวกัน หากลูกโหม่งของฟราเตซี่พุ่งเข้าหาเสาด้านในอีกเพียงเล็กน้อย ผลการแข่งขันก็อาจเปลี่ยนไปเหตุการณ์ 'เฉียดพลาด' เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากโชคชะตา แต่เป็นเพราะรายละเอียดที่ต้องฝึกซ้ำในการฝึกซ้อม ในการโจมตี ต้องมีผู้เล่นอยู่ในตำแหน่งครึ่งพื้นที่เพื่อรับบอลลูกที่สอง มีผู้เล่นพุ่งเข้าเสาแรกเพื่อรับบอลลูกแรก และมีผู้เล่นคอยจับทิศทางบอลที่เสาไกล ทั้งสามองค์ประกอบนี้สร้างโครงสร้างที่ตายตัว หากไม่มีโครงสร้างนี้ในสนาม การเปิดบอลจากริมเส้นจะสร้างอันตรายที่แท้จริงได้ยาก นี่คือรูปแบบการเล่นที่คาดหวังจากทีมชั้นนำของลีก และคืนนี้มันหายไป

ผมคิดว่าสิ่งที่เราต้องทำตอนนี้คือแยกแยะการแสดงในค่ำคืนนี้ออกมา การครองบอลและจำนวนการยิงไม่ใช่ปัญหา; สิ่งที่สำคัญคือการตัดสินใจและการดำเนินการ การที่ฝ่ายตรงข้ามวิ่งมากกว่าเก้ากิโลเมตรเป็นการแสดงความมุ่งมั่น; สำหรับอินเตอร์ที่จะกลับมาควบคุมเกม พวกเขาต้องเร่งจังหวะในจังหวะสำคัญ ผมหมายถึง คุณจะสามารถดูการเล่นแบบนี้ได้กี่ครั้งแล้ว – ครองบอลแต่ไม่สามารถยิงเข้าประตูได้?